บทความบรรยาย · ครั้งที่ 4

CBAM, EUDR, PPWR: กฎสามฉบับของ EU ที่ผู้ส่งออกไทยต้องเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่วันนี้

CBAM เก็บภาระคาร์บอนที่ผู้นำเข้า EUDR ต้องพิสูจน์แปลงปลูกที่ปลอดการทำลายป่า และ PPWR บังคับให้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้และเลิกกล่องใหญ่เกินสินค้า ทั้งสามฉบับผูกผู้ผลิตไทยผ่านข้อมูลที่ลูกค้าใน EU ต้องมี บทความนี้ตรวจวันบังคับใช้ ขอบเขต และหน้าที่จากตัวบทใน EUR-Lex แล้วแปลงเป็นรายการข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บ พร้อมส่วนว่าด้วย VAT ส่งออกที่หลายบริษัทปล่อยเงินคืนค้างไว้

อัปเดตล่าสุดทบทวนอีกครั้งภายใน 4 ธ.ค. 2569
สารบัญบทความ
  1. แกนสำคัญของการบรรยาย
  2. 1. PPWR: บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่วางตลาด EU ต้องรีไซเคิลได้และไม่ใหญ่เกินสินค้า
  3. ข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บสำหรับ PPWR
  4. 2. CBAM: ผู้นำเข้าจ่าย แต่ผู้ผลิตที่คาร์บอนสูงคือผู้แพ้
  5. ข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บสำหรับ CBAM
  6. 3. EUDR: พิสูจน์ได้ทุกแปลงว่าไม่มีการทำลายป่าหลัง 31 ธันวาคม 2563
  7. กำหนดบังคับใช้ที่แก้ไขแล้ว
  8. ข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บสำหรับ EUDR
  9. 4. ซัพพลายเออร์คือคู่ร่วมความเสี่ยง ไม่ใช่แค่ผู้ขายวัตถุดิบ
  10. 5. VAT ส่งออก: เงินสดที่ธุรกิจปล่อยค้างไว้
  11. ขั้นตอนเตรียมองค์กรใน 90 วันแรก
  12. ขั้นที่ 1: ระบุว่าสินค้าของตนโดนกฎใดบ้าง
  13. ขั้นที่ 2: ทำแผนที่ข้อมูลที่ยังไม่มี
  14. ขั้นที่ 3: แก้สัญญากับซัพพลายเออร์และผู้รับจ้างผลิต
  15. ขั้นที่ 4: ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ตาม PPWR ตั้งแต่ตอนนี้
  16. ขั้นที่ 5: เริ่มวัดคาร์บอนระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์
  17. ขั้นที่ 6: ปิดช่องว่าง VAT
  18. ความผิดพลาดที่พบบ่อย
  19. เช็กลิสต์ข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บ
  20. สรุป
  21. แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจทาน

เมื่อถามในห้องบรรยายว่ามีใครรู้จัก CBAM, EUDR หรือ PPWR บ้าง แทบไม่มีมือยกขึ้น ทั้งที่กฎทั้งสามฉบับกำหนดว่าสินค้าไทยจะเข้าสหภาพยุโรปได้หรือไม่ และเข้าได้ด้วยต้นทุนเท่าใด สิ่งที่ทำให้กฎเหล่านี้ต่างจากมาตรฐานสินค้าทั่วไปคือ ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายส่วนใหญ่อยู่ในฝั่ง EU แต่ข้อมูลที่พวกเขาต้องใช้ — ค่าการปล่อยคาร์บอนของโรงงาน พิกัดแปลงปลูก องค์ประกอบวัสดุของบรรจุภัณฑ์ทุกชั้น — อยู่ในมือผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทย ใครให้ข้อมูลไม่ได้ ผู้ซื้อก็ต้องหาผู้ขายรายอื่นที่ให้ได้

การบรรยายภาคบ่ายของ ดร.ศรีสลา ภวมัยกุล จัดวางกฎทั้งสามไว้ในบทเรื่อง “ต้นทุน” อย่างจงใจ เพราะข้อกำหนดแต่ละข้อแปลเป็นต้นทุนหรือโอกาสลดต้นทุนโดยตรง: กล่องที่ต้องเล็กลงเท่าสินค้าคือค่าบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง คาร์บอนที่ต้องต่ำลงคือค่าพลังงานที่ลดลง และระบบสืบย้อนกลับคือข้อมูลที่ใช้บริหารซัพพลายเออร์ได้ บทความนี้ยืนยันวันบังคับใช้ ขอบเขต และหน้าที่ทุกข้อกับตัวบทใน EUR-Lex และหน้าทางการของคณะกรรมาธิการยุโรป ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 แล้วแปลงเป็นรายการสิ่งที่ต้องเริ่มเก็บ พร้อมส่วนท้ายว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มส่งออกซึ่งเป็นเงินสดที่หลายบริษัทปล่อยค้างไว้

ภาพต้นยางพาราในสวนยางที่กำลังกรีดน้ำยางลงถ้วย

ภาพประกอบจาก Freepik (jcomp) ดาวน์โหลดและจัดเก็บในเว็บไซต์นี้ตามเงื่อนไข free license พร้อมเครดิตใน CREDITS.md ยางพาราเป็นหนึ่งในเจ็ดสินค้าที่อยู่ในขอบเขต EUDR และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย

แกนสำคัญของการบรรยาย

  1. กฎทั้งสามบังคับที่ฝั่ง EU แต่ข้อมูลที่ต้องใช้อยู่ที่ผู้ผลิตไทย ธุรกิจที่ให้ข้อมูลไม่ได้จะถูกคัดออกจากซัพพลายเชนก่อนจะถึงเรื่องราคา
  2. PPWR ใช้บังคับแล้วตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2569 และข้อกำหนดการออกแบบชุดใหญ่มีผล 1 มกราคม 2573 — สินค้าใหม่ที่กำลังออกแบบบรรจุภัณฑ์วันนี้ควรออกแบบตามกฎนี้เลย
  3. CBAM เข้าสู่ระยะบังคับเต็มตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 สำหรับซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม ไฮโดรเจน ผู้นำเข้า EU เป็นผู้ซื้อใบรับรอง แต่ต้นทุนไหลกลับมาที่ผู้ผลิตที่คาร์บอนสูง
  4. EUDR ใช้บังคับ 30 ธันวาคม 2569 (รายเล็ก 30 มิถุนายน 2570) กับโค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง ไม้ และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสิ่งเหล่านี้ โดยต้องพิสูจน์แปลงปลูกได้ทุกแปลง
  5. ซัพพลายเออร์ที่ไม่ยอมเปิดเผยส่วนผสมหรือแหล่งที่มาคือความเสี่ยงร่วมของผู้ส่งออก ต้องเจรจาใหม่ในฐานะคู่ร่วมความเสี่ยง
  6. VAT ส่งออกอัตราร้อยละ 0 หมายความว่าภาษีซื้อในประเทศขอคืนได้ การไม่ยื่นหรือยื่นช้าคือเงินสดของธุรกิจที่ค้างอยู่ในระบบ

1. PPWR: บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่วางตลาด EU ต้องรีไซเคิลได้และไม่ใหญ่เกินสินค้า

Regulation (EU) 2025/40 ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation — PPWR) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา EU เมื่อ 22 มกราคม 2568 และ ใช้บังคับตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2569 (Article 71) ขอบเขตกว้างมาก: ใช้กับบรรจุภัณฑ์ทุกชนิดไม่ว่าวัสดุใด และขยะบรรจุภัณฑ์จากทุกภาคส่วน (Article 2) สินค้าไทยที่ส่งเข้า EU จึงอยู่ในขอบเขตทันทีเมื่อบรรจุภัณฑ์ถูกวางตลาดที่นั่น

ข้อกำหนดหลักที่ผู้บรรยายสรุปเป็นสามเรื่อง — ห้ามบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น ลดการใช้เกินจำเป็น และออกแบบให้รีไซเคิล/ใช้ซ้ำได้ — มีตัวบทและวันบังคับใช้ดังนี้

ข้อกำหนด สาระ วันบังคับใช้ตามตัวบท
รีไซเคิลได้ (Article 6) บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่วางตลาดต้องรีไซเคิลได้ โดยเงื่อนไข “ออกแบบเพื่อรีไซเคิลวัสดุ” 1 มกราคม 2573 หรือ 24 เดือนหลัง delegated acts ออก แล้วแต่ช้ากว่า
สัดส่วนรีไซเคิลในพลาสติก (Article 7) ส่วนที่เป็นพลาสติกต้องมีวัสดุรีไซเคิลหลังการบริโภคขั้นต่ำ เช่น ร้อยละ 30 สำหรับ PET ที่สัมผัสอาหาร ร้อยละ 10 สำหรับพลาสติกอื่นที่สัมผัสอาหาร ร้อยละ 30 สำหรับขวดเครื่องดื่มใช้ครั้งเดียว และร้อยละ 35 สำหรับพลาสติกอื่น 1 มกราคม 2573 หรือ 3 ปีหลัง implementing act แล้วแต่ช้ากว่า
ลดน้ำหนักและปริมาตร (Article 10) ต้องออกแบบให้น้ำหนักและปริมาตรเหลือเท่าที่จำเป็นต่อการใช้งาน และห้ามลักษณะที่มีไว้เพิ่มปริมาตรที่รับรู้ เช่น ผนังสองชั้น ก้นปลอม ชั้นเกินจำเป็น 1 มกราคม 2573
ฉลากประสาน (Article 12) บรรจุภัณฑ์ต้องติดฉลากรูปแบบเดียวกันทั้ง EU แสดงองค์ประกอบวัสดุเพื่อการคัดแยก (ไม่ใช้กับ transport packaging ยกเว้น e-commerce) 12 สิงหาคม 2571 หรือ 24 เดือนหลัง implementing acts แล้วแต่ช้ากว่า
พื้นที่ว่างในกล่อง (Article 24) grouped, transport และ e-commerce packaging ต้องมี empty space ratio ไม่เกินร้อยละ 50 1 มกราคม 2573 หรือ 3 ปีหลัง implementing acts แล้วแต่ช้ากว่า
รูปแบบต้องห้าม (Article 25) ห้ามวางตลาดบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบและการใช้งานตาม Annex V 1 มกราคม 2573

ผู้บรรยายชี้ว่ากฎเหล่านี้คือโอกาสลดต้นทุนที่ถูกบังคับให้ทำ: กล่องที่เล็กลงเท่าสินค้าและใช้กระดาษรีไซเคิลมักถูกกว่ากล่องใหญ่จากเยื่อใหม่ ส่วนคำถามที่ต้องตอบก่อนออกสินค้าใหม่คือ ใครรับผิดชอบการรีไซเคิลหลังการขายและต้นทุนนั้นอยู่ในราคาหรือไม่

ข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บสำหรับ PPWR

  • โครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ทุกชั้น ต่อ SKU: วัสดุ น้ำหนัก และสัดส่วนของแต่ละชั้น (sales, grouped, transport)
  • ส่วนผสมของวัสดุจากซัพพลายเออร์ (ชนิดพลาสติก สารเคลือบ หมึก กาว) และสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล
  • ขนาดสินค้าเทียบขนาดกล่อง เพื่อคำนวณ empty space ratio
  • ข้อความและสัญลักษณ์บนฉลากที่ผู้นำเข้าต้องใช้ตามฉลากประสาน (รอ implementing acts)
  • ข้อตกลงกับผู้นำเข้าว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียม/ระบบรีไซเคิลในประเทศปลายทาง

2. CBAM: ผู้นำเข้าจ่าย แต่ผู้ผลิตที่คาร์บอนสูงคือผู้แพ้

Carbon Border Adjustment Mechanism ตาม Regulation (EU) 2023/956 ใช้กับสินค้าใน Annex I ที่มีถิ่นกำเนิดนอก EU เมื่อนำเข้าสู่อาณาเขตศุลกากรของ EU (Article 2) กลุ่มสินค้าปัจจุบันคือ ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม และไฮโดรเจน ตามรหัส CN ที่ระบุ ช่วงเปลี่ยนผ่าน 1 ตุลาคม 2566 – 31 ธันวาคม 2568 มีเพียงหน้าที่รายงาน (Article 32) และ ระยะ definitive เริ่ม 1 มกราคม 2569 (Article 36)

ผู้มีหน้าที่คือผู้นำเข้าใน EU ที่ต้องเป็น authorised CBAM declarant ตามฉบับแก้ไข Regulation (EU) 2025/2083 (17 ตุลาคม 2568) ผู้นำเข้าต้องยื่น CBAM declaration และ surrender ใบรับรองจำนวนเท่ากับ embedded emissions ที่ผ่านการทวนสอบ ภายในวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป โดยครั้งแรกในปี 2570 สำหรับสินค้าที่นำเข้าปี 2569 และรัฐสมาชิกจะเริ่มขายใบรับรองตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2570 ฉบับแก้ไขยังเพิ่มเกณฑ์ de minimis: ผู้นำเข้าที่นำเข้าสินค้ากลุ่มเหล็ก อลูมิเนียม ปุ๋ย และซีเมนต์รวมกันไม่เกิน 50 ตันต่อปี ได้รับยกเว้นหน้าที่ (ไม่รวมไฟฟ้าและไฮโดรเจน)

สิ่งที่ผู้บรรยายเน้นและตัวบทรองรับคือกลไกที่ต้นทุนไหลกลับมาหาผู้ผลิต

  • ผู้นำเข้าต้องรู้ค่า embedded emissions ของสินค้าแต่ละรายการ ผู้ผลิตในประเทศที่สามลงทะเบียนข้อมูลโรงงานใน CBAM registry ได้ (Article 10) ผู้ผลิตที่ให้ข้อมูลจริงที่ทวนสอบได้จึงได้เปรียบผู้ที่ต้องถูกคิดด้วยค่า default
  • ราคาคาร์บอนที่จ่ายจริงในประเทศต้นทางหักออกจากจำนวนใบรับรองได้ (Article 9) ซึ่งเป็นเหตุผลที่กลไกราคาคาร์บอนในประเทศมีผลต่อความสามารถแข่งขัน
  • เมื่อคู่แข่งจากประเทศอื่นผลิตด้วยคาร์บอนต่ำกว่า ผู้นำเข้าจ่ายน้อยกว่า และจะซื้อจากรายนั้น สินค้าไทยที่คาร์บอนสูงจึงแพ้ทั้งที่ราคาหน้าโรงงานเท่ากัน

ขอบเขตของ CBAM อาจขยายในอนาคต บทความนี้ระบุเฉพาะรายการที่อยู่ในตัวบท ณ วันตรวจสอบ ผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำที่ใช้เหล็กหรืออลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบควรติดตาม Annex I และข้อเสนอแก้ไขของคณะกรรมาธิการ

ข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บสำหรับ CBAM

  • ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกระบวนการผลิตต่อหน่วยสินค้า (direct และ indirect ตามวิธีของ Annex IV) แยกตามสายการผลิตและโรงงาน
  • แหล่งพลังงานและปริมาณการใช้ต่อหน่วยผลิต เพื่อคำนวณและเพื่อวางแผนลด (เปลี่ยนเชื้อเพลิง โซลาร์ นำความร้อนกลับมาใช้)
  • หลักฐานราคาคาร์บอนที่จ่ายในประเทศ ถ้ามี
  • ช่องทางส่งข้อมูลให้ผู้นำเข้า หรือการลงทะเบียนโรงงานใน CBAM registry
  • สำหรับองค์กรไทย หน่วยงานที่ดูแลมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจคือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) — Carbon Footprint for Organization/Product และ T-VER
CBAM, EUDR and PPWR side by side: who is legally obliged in the EU, what a Thai exporter has to supply, and the dates that matter Three stacked cards. CBAM: the EU importer surrenders certificates; you supply verified embedded emissions per product; definitive period from 1 January 2026, first surrender by 30 September 2027. EUDR: the EU operator files a due diligence statement; you supply plot geolocation, legality proof and production dates; applies from 30 December 2026, micro and small firms from 30 June 2027. PPWR: whoever places packaging on the EU market must comply; you supply material per layer, recyclability and label data; applies from 12 August 2026, design rules from 1 January 2030. CBAM (carbon border) Obliged: EU importer You supply: verified embedded emissions per product Definitive from 1 Jan 2026 first surrender by 30 Sep 2027 EUDR (deforestation-free) Obliged: EU first placer You supply: plot geolocation, legality proof, harvest dates Applies 30 Dec 2026 micro and small: 30 Jun 2027 PPWR (packaging) Obliged: who places packaging on the EU market You supply: material per layer, recyclability, label data 12 Aug 2026; design rules 2030
แผนภาพ: กฎสามฉบับเรียงกัน ระบุว่าใครมีหน้าที่ตามกฎหมายในฝั่ง EU ผู้ส่งออกไทยต้องส่งข้อมูลอะไร และวันที่สำคัญ — CBAM ผู้นำเข้า surrender ใบรับรอง (definitive ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ครั้งแรกภายใน 30 ก.ย. 2570), EUDR ผู้วางตลาดรายแรกยื่น due diligence statement (ใช้บังคับ 30 ธ.ค. 2569 รายเล็ก 30 มิ.ย. 2570), PPWR ผู้วางบรรจุภัณฑ์บนตลาด EU (ใช้บังคับ 12 ส.ค. 2569 กฎการออกแบบ 2573)

3. EUDR: พิสูจน์ได้ทุกแปลงว่าไม่มีการทำลายป่าหลัง 31 ธันวาคม 2563

Regulation (EU) 2023/1115 ว่าด้วยผลิตภัณฑ์ปลอดการทำลายป่า (EU Deforestation Regulation — EUDR) ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่มและผลิตภัณฑ์ที่มี ทำจาก หรือใช้สินค้าเหล่านั้นตาม Annex I ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ (Article 1) สินค้าจะวางตลาดหรือส่งออกจาก EU ได้ต่อเมื่อครบสามเงื่อนไข (Article 3)

  1. ปลอดการทำลายป่า (deforestation-free) โดยวันตัดคือ 31 ธันวาคม 2563
  2. ผลิตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศผู้ผลิต
  3. มี due diligence statement ครอบคลุม

ข้อมูลที่ operator ต้องเก็บตาม Article 9 รวมถึงคำอธิบายสินค้า ปริมาณ ประเทศผู้ผลิต และ geolocation ของทุกแปลงที่ผลิตสินค้านั้น พร้อมวันที่หรือช่วงเวลาผลิต หากผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นมาจากหลายแปลง ต้องมีพิกัดครบทุกแปลง และการทำลายป่าในแปลงใดแปลงหนึ่งทำให้สินค้าทั้งชุดไม่ผ่าน ข้อมูลต้องเก็บไว้ 5 ปี

กำหนดบังคับใช้ที่แก้ไขแล้ว

Regulation (EU) 2025/2650 (ราชกิจจานุเบกษา EU 23 ธันวาคม 2568) เลื่อนและปรับหน้าที่: ข้อบังคับหลักใช้ตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2569 และสำหรับบุคคลธรรมดาและกิจการขนาดจิ๋ว/ขนาดเล็กใช้ตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2570 (ยกเว้นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ใต้ EU Timber Regulation เดิม) หน้าทางการของคณะกรรมาธิการสรุปการลดภาระว่า หน้าที่ยื่น due diligence statement อยู่ที่ operator ที่วางตลาดครั้งแรกเท่านั้น ผู้ค้าปลายน้ำเก็บเลขอ้างอิงของ statement แทนการยื่นใหม่ และรายเล็กในประเทศความเสี่ยงต่ำยื่นแบบง่าย

ผู้บรรยายเตือนว่า “เลื่อน” ไม่ได้แปลว่า “รอ” เพราะการไล่พิกัดย้อนกลับไปถึงสวนยางหรือไร่กาแฟในต่างจังหวัด และการทำให้ซัพพลายเออร์ต้นน้ำยอมให้ข้อมูล ใช้เวลามากกว่าเวลาที่เหลือ

EUDR traceability runs from the plot of land to the EU due diligence statement, and every link keeps its records for five years A vertical chain of five boxes joined by arrows. Plot of land: geolocation and production date, deforestation-free after 31 December 2020. Farmer or collector: legality documents. Thai processor or exporter: link each batch to its plots and keep records for 5 years. EU operator placing the product on the market: files the due diligence statement and gets a reference number. Downstream traders in the EU: quote the reference number instead of filing again. 1 Plot of land geolocation + production date cut-off date: 31 Dec 2020 2 Farmer or collector legal production documents 3 Thai processor / exporter link every batch to its plots keep records for 5 years 4 EU operator (first placer) files due diligence statement receives a reference number 5 Downstream traders in EU quote the reference, keep data Your job is steps 1 to 3: data ready before the buyer asks
แผนภาพ: ห่วงโซ่สืบย้อนกลับ EUDR จากแปลงปลูก (พิกัดและวันที่ผลิต วันตัด 31 ธ.ค. 2563) ผ่านเกษตรกร/ผู้รวบรวม (เอกสารความถูกต้องตามกฎหมาย) ผู้แปรรูป/ผู้ส่งออกไทย (เชื่อมทุก batch กับแปลง เก็บข้อมูล 5 ปี) ไปยัง operator ใน EU ที่ยื่น due diligence statement และผู้ค้าปลายน้ำที่อ้างเลขอ้างอิง — งานของผู้ส่งออกไทยคือสามขั้นแรก

ข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บสำหรับ EUDR

  • ทะเบียนแปลงปลูกของทุกซัพพลายเออร์: พิกัด (จุดหรือรูปหลายเหลี่ยมตามที่ผู้นำเข้าต้องการ) ชื่อผู้ถือครอง และเอกสารสิทธิ/การใช้ที่ดิน
  • หลักฐานว่าแปลงนั้นไม่ถูกเปลี่ยนสภาพจากป่าหลัง 31 ธันวาคม 2563 (ภาพถ่ายดาวเทียม เอกสารทางการ)
  • ระบบเชื่อม batch/lot ของสินค้ากับแปลงต้นทาง และช่วงเวลาผลิต
  • เอกสารความถูกต้องตามกฎหมายไทยของการผลิต (สิทธิที่ดิน แรงงาน สิ่งแวดล้อม) ตามที่ผู้นำเข้าร้องขอ
  • นโยบายเก็บรักษาข้อมูล 5 ปี และช่องทางส่งข้อมูลให้ operator ที่ยื่น statement

4. ซัพพลายเออร์คือคู่ร่วมความเสี่ยง ไม่ใช่แค่ผู้ขายวัตถุดิบ

ทั้งสามกฎมีจุดร่วมคือข้อมูลต้นน้ำ ผู้บรรยายเล่าว่า SME ไทยจำนวนมากติดที่ซัพพลายเออร์ไม่ยอมบอกส่วนผสมครบ หรือไม่มีข้อมูลแหล่งที่มา ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถทำฉลาก คำนวณคาร์บอน หรือพิสูจน์แปลงได้เลย แนวทางที่แนะนำคือเปลี่ยนวิธีคุยกับซัพพลายเออร์

  • ขอส่วนผสมและสัดส่วน อย่างน้อยในระดับที่พอใช้กรอกข้อมูลตามกฎ (ไม่จำเป็นต้องเปิดสูตรลับทั้งหมด)
  • ขอแหล่งกำเนิดและพิกัดแปลงสำหรับวัตถุดิบเกษตร
  • ขอข้อมูลวิธีรีไซเคิล/กำจัดวัสดุ และค่าการปล่อยของวัสดุ
  • เขียนความรับผิดชอบหลังการขาย (รีไซเคิล ฉลาก การเรียกคืน) ไว้ในสัญญาซื้อขาย
  • สำหรับผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้กำหนดในสัญญาว่าโรงงานต้องส่งข้อมูลเหล่านี้พร้อมสินค้า

5. VAT ส่งออก: เงินสดที่ธุรกิจปล่อยค้างไว้

ผู้บรรยายปิดท้ายด้วยเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเป็นต้นทุนและสภาพคล่องที่ผู้ส่งออกรายเล็กมักไม่ได้บริหาร ตัวบทที่เกี่ยวข้อง ณ วันตรวจสอบ

  • การส่งออกสินค้าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 (ประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (1)) ผู้ประกอบการจดทะเบียนจึงมีภาษีขายเป็นศูนย์ในส่วนส่งออก ขณะที่ภาษีซื้อจากวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าบริการ และค่าขนส่งในประเทศยังเกิดขึ้น ส่วนต่างนี้ขอคืนได้
  • แบบ ภ.พ.30 ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ฉบับปกติ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา) ภาษีซื้อส่วนเกินเลือกยกไปใช้เดือนถัดไปหรือขอคืน และ สิทธิขอคืนมีกำหนด 3 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบสำหรับเดือนภาษีนั้น ตามคู่มือการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร (2568) — เอกสารที่ค้างหลายเดือนจึงยังยื่นได้ แต่ควรรีบก่อนหมดสิทธิ
  • กรมสรรพากรมีระบบ ผู้ประกอบการส่งออกที่ดี และ ผู้ประกอบการส่งออกขึ้นทะเบียน ซึ่งได้รับคืนภาษีเร็วขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กรมกำหนด ผู้ส่งออกที่มียอดสม่ำเสมอควรศึกษาคุณสมบัติและยื่นคำขอ (บทความนี้ไม่ระบุสัดส่วนยอดขายและจำนวนวันเพราะต้องตรวจกับคำสั่งกรมสรรพากรฉบับปัจจุบัน)
  • สินค้าเกษตรไม่แปรรูป: การขายพืชผลทางการเกษตรได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (มาตรา 81 (1)(ก)) ผู้ที่ขายสินค้ากลุ่มนี้จึงต้องตรวจสถานะของตนเองก่อนวางแผนภาษีซื้อ และผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นมีสิทธิแจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ (มาตรา 81/3) ซึ่งต้องปรึกษาผู้ทำบัญชีว่าคุ้มหรือไม่สำหรับกิจการของตน

ข้อสรุปเชิงบริหารของผู้บรรยายคือ ภาษีไม่ใช่แค่เรื่องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนและสภาพคล่อง และผู้ส่งออกควรมีนักบัญชีที่เข้าใจงานส่งออกโดยเฉพาะ

ขั้นตอนเตรียมองค์กรใน 90 วันแรก

ขั้นที่1ระบุว่าสินค้าของตนโดนกฎใดบ้าง

ตรวจรหัส CN/HS ของสินค้าและวัตถุดิบเทียบ Annex I ของ CBAM และ EUDR และถือว่าบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นอยู่ใน PPWR

ขั้นที่2ทำแผนที่ข้อมูลที่ยังไม่มี

ใช้รายการ “ข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บ” ในแต่ละหัวข้อ ระบุว่าข้อมูลใดมีแล้ว ใดต้องขอจากซัพพลายเออร์ และใดต้องวัดใหม่ (เช่น การใช้พลังงานต่อหน่วย)

ขั้นที่3แก้สัญญากับซัพพลายเออร์และผู้รับจ้างผลิต

เพิ่มข้อสัญญาเรื่องการส่งข้อมูลส่วนผสม แหล่งกำเนิด พิกัดแปลง และค่าการปล่อย พร้อมกำหนดเวลาและผลเมื่อไม่ส่ง

ขั้นที่4ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ตาม PPWR ตั้งแต่ตอนนี้

สินค้าใหม่ให้ออกแบบให้รีไซเคิลได้ ลดชั้น ลดพื้นที่ว่าง และเตรียมข้อมูลฉลาก ส่วนสินค้าเดิมให้วางแผนปรับก่อน 1 มกราคม 2573

ขั้นที่5เริ่มวัดคาร์บอนระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์

ใช้แนวทางของ TGO เพื่อให้ตัวเลขทวนสอบได้ และเชื่อมการลดคาร์บอนเข้ากับการลดต้นทุนพลังงาน

ขั้นที่6ปิดช่องว่าง VAT

ตรวจว่ามีภาษีซื้อค้างขอคืนหรือไม่ ยื่นภายในสิทธิ 3 ปี และประเมินว่าเข้าเกณฑ์ผู้ประกอบการส่งออกที่ดี/ขึ้นทะเบียนได้หรือไม่

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดว่ากฎ EU เป็นเรื่องของผู้นำเข้า จึงไม่เตรียมข้อมูล จนถูกคัดออกจากรายชื่อผู้ขาย
  • อ่านว่า EUDR “เลื่อน” แล้วหยุดทำระบบสืบย้อนกลับ
  • ออกแบบสินค้าใหม่ด้วยกล่องใหญ่กว่าสินค้าและวัสดุหลายชั้น ทั้งที่ต้องแก้ใหม่ก่อน 2573
  • ไม่มีข้อมูลส่วนผสมจากซัพพลายเออร์ ทำให้ทำฉลากและคำนวณคาร์บอนไม่ได้
  • ปล่อยให้ผู้นำเข้าใช้ค่า default ของการปล่อยคาร์บอน ทั้งที่ค่าจริงต่ำกว่า
  • ไม่ยื่นขอคืนภาษีซื้อของกิจการส่งออก หรือทิ้งไว้จนพ้น 3 ปี
  • ไม่แยกว่าสินค้าของตนเป็นสินค้าเกษตรที่ได้รับยกเว้น VAT หรือสินค้าแปรรูป

เช็กลิสต์ข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บ

  • [ ] รหัส CN/HS ของสินค้าและวัตถุดิบเทียบ Annex I ของ CBAM และ EUDR
  • [ ] โครงสร้างบรรจุภัณฑ์ทุกชั้นต่อ SKU: วัสดุ น้ำหนัก สัดส่วน วัสดุรีไซเคิล
  • [ ] ขนาดสินค้าเทียบขนาดกล่อง (empty space ratio)
  • [ ] ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิต และแหล่งพลังงาน
  • [ ] ทะเบียนแปลงปลูกพร้อมพิกัดและเอกสารสิทธิของทุกซัพพลายเออร์เกษตร
  • [ ] หลักฐานสถานะป่า ณ 31 ธันวาคม 2563 ของแปลงเหล่านั้น
  • [ ] ระบบเชื่อม batch กับแปลง และการเก็บข้อมูล 5 ปี
  • [ ] ข้อสัญญาซัพพลายเออร์/OEM เรื่องการส่งข้อมูล
  • [ ] ปฏิทิน: 12 ส.ค. 2569 (PPWR ใช้บังคับ) · 30 ก.ย. 2570 (CBAM surrender ครั้งแรก) · 30 ธ.ค. 2569 / 30 มิ.ย. 2570 (EUDR) · 1 ม.ค. 2573 (PPWR design)
  • [ ] สถานะ VAT: ภาษีซื้อค้าง สิทธิ 3 ปี และเกณฑ์ผู้ประกอบการส่งออกที่ดี

สรุป

กฎสามฉบับของ EU ไม่ได้ถามว่าผู้ส่งออกไทยอยากทำหรือไม่ แต่ถามว่าให้ข้อมูลได้หรือไม่: คาร์บอนต่อหน่วยที่ทวนสอบได้ พิกัดแปลงที่ปลอดการทำลายป่าหลัง 31 ธันวาคม 2563 และองค์ประกอบบรรจุภัณฑ์ทุกชั้นที่รีไซเคิลได้ ผู้ที่เริ่มเก็บข้อมูลและแก้สัญญาซัพพลายเออร์วันนี้จะได้สองอย่างพร้อมกัน — สิทธิอยู่ในซัพพลายเชนของลูกค้า EU และต้นทุนบรรจุภัณฑ์ พลังงาน และภาษีที่ต่ำลงจากการมองต้นทุนทั้งห่วงโซ่

แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจทาน

  • การบรรยาย “Export Costing & Pricing Strategy” และ “Export Price Sheet” ภาคบ่าย วันที่ 4 กันยายน 2569 โดย ดร.ศรีสลา ภวมัยกุล (ตอนที่ 2)
  • Regulation (EU) 2025/40 on packaging and packaging waste (PPWR) — https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/HTML/?uri=CELEX:32025R0040 (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • Regulation (EU) 2023/956 establishing a carbon border adjustment mechanism (CBAM) — https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/HTML/?uri=CELEX:32023R0956 (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • Regulation (EU) 2025/2083 amending Regulation (EU) 2023/956 (CBAM simplification) — https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/HTML/?uri=CELEX:32025R2083 (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • European Commission, Access2Markets, “Start of the definitive period of the CBAM in the EU” (28 มกราคม 2569) — https://trade.ec.europa.eu/access-to-markets/en/news/start-definitive-period-cbam-eu (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • Regulation (EU) 2023/1115 on deforestation-free products (EUDR) — https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/HTML/?uri=CELEX:32023R1115 (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • Regulation (EU) 2025/2650 amending Regulation (EU) 2023/1115 — https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/HTML/?uri=CELEX:32025R2650 (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • European Commission, Access2Markets, “Delay until December 2026 and other developments in the implementation of the EUDR Regulation” (28 มกราคม 2569) — https://trade.ec.europa.eu/access-to-markets/en/news/delay-until-december-2026-and-other-developments-implementation-eudr-regulation (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • ประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1, 81 และ 81/3 — https://www.rd.go.th/5206.html (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • กรมสรรพากร, “คู่มือผู้ประกอบการ กรณีขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม” (2568) — https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/lorkhor/newspr/2025/vat_refund.pdf (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • กรมสรรพากร, “ผู้ประกอบการส่งออก” และ “ผู้ประกอบการส่งออกที่ดี” — https://rd.go.th/10608.html และ https://www.rd.go.th/12949.html (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), T-VER และ Thai Carbon Label — https://ghgreduction.tgo.or.th/en/t-ver-en.html และ https://thaicarbonlabel.tgo.or.th/ (สืบค้น 4 กันยายน 2569)

หมายเหตุบรรณาธิการ: บทความนี้สังเคราะห์จากบันทึกการบรรยายภาคบ่ายตอนที่ 2 บทสรุปที่สร้างด้วย AI และตัวบทกฎหมายที่ระบุข้างต้น วันบังคับใช้ ขอบเขตสินค้า เกณฑ์ และหน้าที่ทุกข้อตรวจกับ EUR-Lex และหน้าทางการของคณะกรรมาธิการยุโรป ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 ข้อความในห้องบรรยายที่ยืนยันกับตัวบทไม่ได้ถูกตัดออก ได้แก่ รายการขยายขอบเขต CBAM ในอนาคต จำนวนประเทศสมาชิก ราคาใบรับรอง เกณฑ์สัดส่วนยอดขายและจำนวนวันคืนภาษีของผู้ประกอบการส่งออกที่ดี และรายการอากรขาออก ตัวอย่างการบริหารต้นทุน (Amoeba, activity-based costing, 5ส, Milk Run) อยู่ในบทความเรื่องการคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาส่งออก ภาพหน้าปกเป็นภาพ Freepik ที่ดาวน์โหลดและให้เครดิตในเว็บไซต์นี้ แผนภาพทั้งสองเป็น SVG ที่กองบรรณาธิการวาดขึ้นใหม่เป็นภาษาอังกฤษจากตัวบท ไม่ใช่ภาพจากเอกสารการสอน เนื้อหานี้เป็นกรอบสำหรับตรวจสอบกรณีของตนเอง ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายหรือภาษี กฎของ EU มี delegated/implementing acts ที่ทยอยออกและอาจเปลี่ยนวันบังคับใช้ของบางมาตรา ส่วนหลักเกณฑ์ภาษีไทยต้องตรวจกับประกาศและคำสั่งฉบับปัจจุบันของกรมสรรพากรก่อนใช้จริง